งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการยอมรับและการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของวัยทำงาน และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการยอมรับเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน เครื่องมือวิจัยอ้างอิงกรอบแนวคิด UTAUT วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา, t-test และ ANOVA ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีระดับการยอมรับและการนำเทคโนโลยีมาใช้อยู่ในระดับมากทั้งเพศชายและเพศหญิง โดยเพศมีผลต่ออิทธิพลทางสังคมและเงื่อนไขสนับสนุนการใช้งานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่อายุไม่ส่งผลต่อระดับการยอมรับเทคโนโลยี ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของวัยทำงานได้อย่างเหมาะสมโดยมีข้อจำกัดด้านสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างที่กระจุกตัวในวัยทำงานตอนต้น